A new Matrix Surround Decoder from any Stereo to Multi-Channel By Sirinupong
Born to be Hi-Fi Multi-Channel Surround System
(Based on Pure Analog Circuit)
True Harmonic Acoustic Interdependence ((THAI))
มิติใหม่แห่งนวัตกรรม Matrix Surround Decoder
เปลี่ยนทุกสัญญาณสเตอริโอ ให้เป็นประสบการณ์เสียงโอบล้อมรอบทิศทางแบบมัลติแชนเนล
ขยายขีดจำกัดจากระบบเสียงสเตอริโอ 2 แชนเนลแบบเดิมๆ สู่สนามเสียงโอบล้อมสมจริง (Immersive Sound Field) อย่างเต็มรูปแบบ รองรับการจัดวางลำโพงทั้งระบบมาตรฐานและระบบที่ต้องการซับวูฟเฟอร์:
โหมดมัลติแชนเนล (Multi-Channel): รองรับระบบ 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 CH
โหมดรองรับซับวูฟเฟอร์ (Subwoofer Supported): รองรับระบบ 2.1 / 3.1 / 4.1 / 5.1 / 6.1 / 7.1 CH
🎯 ถือกำเนิดมาเพื่อระบบเสียงโอบล้อมรอบทิศทางระดับ Hi-Fi อย่างแท้จริง
วงจรออนาล็อกแท้ (Pure Analog Circuitry): พัฒนาและออกแบบขึ้นจากสถาปัตยกรรมวงจรออนาล็อกบริสุทธิ์ 100% ตั้งแต่เริ่มต้น
ปราศจากความเพี้ยนทางดิจิทัล (Zero Digital Artifacts): ถ่ายทอดมิติเสียงที่แยกแชนเนลได้อย่างแม่นยำและมีความตื้นลึกอย่างสมจริง โดยไม่ผ่านกระบวนการแปลงสัญญาณดิจิทัล ไร้ปัญหาความหน่วง (Latency) และไม่มีการปรุงแต่งเสียงให้บิดเบือนไปจากธรรมชาติ
คงคุณค่าต้นฉบับเสียงอย่างสมบูรณ์ (True Sound Preservation): ทำหน้าที่ดึงและจัดสรรข้อมูลมิติเสียงตามธรรมชาติ (Spatial Data) ที่ถูกซ่อนอยู่ภายในสัญญาณต้นฉบับสเตอริโอของคุณออกมาอย่างหมดจด
🎛️ จุดเด่นของระบบวงจร Pure Analog Matrix
• ไร้ความหน่วงและปราศจากสัญญาณรบกวนดิจิทัล:
แตกต่างจากชิปเดคอเดอร์แบบดิจิทัลทั่วไป ระบบอนาล็อกแท้จะทำงานแบบ Real-time โดยไม่ผ่านกระบวนการแปลงสัญญาณ A-D/D-A ทำให้ไม่เกิดความหน่วง (Latency) และคงค่าความบริสุทธิ์ของเสียง (Audio Fidelity) ไว้อย่างครบถ้วนตามแบบฉบับ Hi-Fi
• การถอดแยกแชนเนลแบบดั้งเดิม (Phase & Difference Extraction):
ใช้หลักการคำนวณเฟสของสัญญาณอนาล็อก โดยตรง
• ยืดหยุ่นสูง (Flexible Configuration):
รองรับการต่อเอาต์พุตที่หลากหลายเพื่อจับคู่กับเพาเวอร์แอมป์หรือลำโพง Active ได้อย่างอิสระ
ตั้งแต่ระบบ 2.1 แชนเนลสำหรับการฟังเพลงทั่วไป ไปจนถึงระบบโรงภาพยนตร์ในบ้านเต็มรูปแบบขนาด 7.1 แชนเนล
ข้อมูลชิงลึก : ระบบ ((THAI)) มีแนวคิดการออกแบบโดยใช้หลักการทำงานพื้นฐานแบบ Object Base
เพื่อสร้างมิติเสียงที่ให้ความต่อเนื่องสูงในการแสดงการเคลื่อนย้ายตำแหน่งของเสียง และกระบวนการสร้างช่องสัญญาณเซ็นเตอร์ให้ทำงานเหมือนในภาวะ Phantom Center ของระบบ Stereo ให้ได้มากที่สุด เรามาทำความรู้จักคำศัพท์ต่อไปนี้
🎛️ Phantom Center (หรือจุดศูนย์กลางเสมือน)
คือ ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาเสียง (Psychoacoustic illusion) ที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเสียง (เช่น เสียงร้องหรือบทสนทนา) ลอยออกมาจากตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างลำโพงซ้ายและขวา ทั้งที่ในความเป็นจริงตรงกลางนั้นไม่มีลำโพงตั้งอยู่เลย
หลักการทำงาน
ระบบเสียงสเตอริโอ (Stereo): เกิดขึ้นเมื่อลำโพงซ้าย (Left) และลำโพงขวา (Right) เล่นสัญญาณเสียงเดียวกันด้วยระดับความดังที่เท่ากัน และมาถึงหูทั้งสองข้างพร้อมกัน
การรับรู้ของสมอง: สมองของมนุษย์จะประมวลผลความต่างของเวลาและความดัง แล้วสร้างภาพจำลอง (Sonic image) ขึ้นมาเองว่ามีลำโพงล่องหนอยู่ตรงกลาง
ข้อดีและข้อเสียของการใช้ Phantom Center
ข้อดี
ให้เวทีเสียง (Soundstage) ที่เป็นธรรมชาติและกลมกลืนกับลำโพงคู่หน้า โดยเฉพาะเวลาฟังเพลงสเตอริโอ 2.0
ประหยัดพื้นที่และงบประมาณ เพราะไม่ต้องซื้อลำโพงเซ็นเตอร์ (Center Channel) แยกในระบบโฮมเธียเตอร์
ข้อเสีย
ตำแหน่งนั่งจำกัด (Sweet Spot): ผู้ฟังต้องนั่งอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างลำโพงทั้งสองข้างพอดี เสียงถึงจะ "นิ่ง" อยู่ตรงกลาง หากขยับไปทางซ้ายหรือขวา เสียงจะเอียงไปตามลำโพงข้างที่ใกล้กว่าทันที
ความคมชัดของเสียงพูด: ในการดูหนัง หากใช้ Phantom Center แทนลำโพงเซ็นเตอร์แท้ๆ เสียงบทสนทนาอาจจะไม่เด่นชัดเท่า หรือมีความชัดน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการมีลำโพง Center แยก
🎛️Channel-Based Surround (ระบบเสียงรอบทิศทางแบบอ้างอิงช่องสัญญาณ)
คือ หลักการบันทึกและถ่ายทอดเสียงแบบดั้งเดิม
โดยที่วิศวกรเสียงจะมิกซ์และกำหนดสัญญาณเสียงให้วิ่งตรงไปยังลำโพงแต่ละตัว (หรือแต่ละช่องสัญญาณ - Channel)
แบบเจาะจงตายตัวตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต หากจะพูดให้เห็นภาพคือ ถ้าระบบบันทึกเสียงมาแบบ 5.1 ช่องสัญญาณ สัญญาณเสียงบทสนทนาก็จะถูกล็อกให้ส่งไปออกที่ช่อง Center และเสียงเอฟเฟกต์บรรยากาศก็จะถูกล็อกให้ไปออกเฉพาะลำโพงเซอร์ราวด์ด้านซ้ายหรือขวาตามที่กำหนดไว้เท่านั้น
🎛️Object-Based Audio (ระบบเสียงแบบอิงวัตถุ)
คือ หลักการบันทึกและถ่ายทอดเสียงยุคใหม่ ที่ไม่ผูกสัญญาณเสียงไว้กับช่องลำโพงตัวใดตัวหนึ่ง แต่จะมองเสียงทุกเสียงเป็น
"วัตถุอิสระ" (Audio Object) ที่มีพิกัดตำแหน่งในพื้นที่ 3 มิติอย่างชัดเจน แทนที่จะสั่งว่า "ให้เสียงนี้ดังที่ลำโพงหน้าขวา"
ระบบ Object-Based จะสั่งว่า "มีวัตถุเสียงชิ้นนี้ (เช่น เสียงเครื่องบิน บินจากพิกัดซ้ายล่าง เฉียงขึ้นไปขวาบน)" แล้วให้ตัวประมวลผลปลายทางคำนวณเอาเองว่าจะส่งเสียงไปออกลำโพงตัวไหนตามสภาพห้องจริง
🎛️ ระบบถอดรหัสเสียงแบบ ((THAI))
มุ่งเน้นในการทำงานที่รองรับสัญญาณอินพุต Stereo ทุกรูปแบบ
เพื่อประมวลผลสัญญาณช่องลำโพงเซ็นเตอร์ ให้แสดงเสียงได้แบบ Phantom Center
เพื่อประมวลผลสัญญาณเวทีเสียงด้านหน้า ลำโพงซ้ายขวา แบบ Stereo ให้ไม่มีเสียงเซ็นเตอร์ หรือให้มีเสียงเซ็นเตอร์น้อยที่สุด
และ เพื่อประมวลผลสัญญาณเซอร์ราวด์ซ้ายขวา เซอร์ราวด์หลังซ้ายหลังขวา
ให้ทำงานสอดคล้องกับเวทีเสียงด้านหน้าในรูปแบบ Object Base ทั้งระบบ
ทำให้ผลการถอดรหัสที่ได้มีความเป็นธรรมชาติ และ มีความเป็น Hi-Fi ตามสัญญาณอินพุตให้ได้มากที่สุด
โดยไม่มีการใช้วงจรดีย์ การสร้างเสียงสังเคราะห์ การตรวจจับระดับสัญญาณ
เพื่อควบคุมระดับสัญญาณเอาต์พุตในแต่ละช่อง
ซึ่งเป็นไปหลักการถอดรหัสที่ทำงานสอดคล้อง และพึ่งพากันและกันในแต่ละช่องสัญญาณ ตามชื่อระบบที่เรียกว่า
"True Harmonic Acoustic Interdependence"
# ((THAI)) can apply from analog circuit to software or DSP